ความรู้เกี่ยวกับการสอบเทียบเครื่องมือวัด (calibration)

April 18th, 2017

ผลจากการสอบเทียบ(calibration)เมื่อนำมาพิจารณา จะทำให้สามารถกำหนดได้ว่าเครื่องวัดควรจะใช้ต่อไปหรือจำเป็นต้องปรับแต่งผลสรุปจากการสอบเทียบ ทำให้ มั่นอกมั่นใจได้ว่าเครื่องวัดที่ใช้ในการค้นหายังคงดำเนินกิจการได้อย่างแม่นยำกับยึดมั่นได้ ผลลัพธ์การสอบเทียบหลายๆ ครั้ง ยังแสดงให้เห็นคุณลักษณะทางด้านความมั่นคง ( Stability ) ของเครื่องไม้เครื่องมือวัด

คราใดที่ต้องสอบเทียบ

มักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่าเครื่องมือวัดใดที่ต้องลงมือสอบเทียบ พร้อมกับจะสอบเทียบบ่อยเพียงใดพอจะกล่าวโดยรวมได้ว่า การสอบเทียบวัสดุอุปกรณ์วัดจะต้องทำขณะใดก็ตามที่ข้อสรุปการวัดของเครื่องมือวัดนั้นกระทบกระเทียบต่อคุณภาพของข่าวดังนั้น เครื่องมือวัดใดที่ไม่มีความกระทบกระเทือนต่อคุณลักษณะของข่าวก็ไม่จำเป็นต้องสอบเทียบ การระบุว่าเครื่องมือวัดใดต้องสอบเทียบบ้างทำได้ใช้ข้อสันนิษฐานดังต่อไปนี้ ให้ตั้งคำถามว่าหากเครื่องมือวัดที่ใช้ในการตรวจหาอ่านค่าผิดไปจากกฏเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับความกระทบกระเทือนที่เสียหายต่อคุณภาพของข้อมูลหรือไม่ หากพบว่าการตรวจตราขึ้นอยู่กับค่าการอ่านของเครื่องอุปกรณ์วัดเป็นสำคัญก็แสดงว่ามิเตอร์นั้น ต้องดำเนินการสอบเทียบด้วยกันอีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อใดที่พนักงานมีเหตุที่จำเป็นต้องถือใจในค่าของเครื่องมือวัดก็ต้องสอบเทียบตัวอย่างเช่น เรื่องของความสะดวก

กิจกรรมสอบเทียบเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ค่าใช้จ่าย แต่การสอบเทียบก็มีความจำเป็นเพราะหากนึกคิดให้ดีจะเห็นว่ามูลค่าความหายนะที่เกิดขึ้นกับข่าวสาร เมื่อใช้เครื่องมือวัดที่ไม่เป็นเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการสำรวจ ซ้ำ อาจสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการสอบเทียบเครื่องมือวัด การสอบเทียบที่ทำเหลือเฟือเหตุจำเป็นก็อาจก่อให้เกิดผลร้าย งบของที่ทำงานเกินเหตุจำเป็นเช่นเดียวกัน

ชุดประจำการชนชาติของชาวญี่ปุ่น(ชุดกิโมโน)

March 22nd, 2017

สมมุติจะพาดพิงถึงชุดประจำชาติของชาวญี่ปุ่นที่รู้จักมักจี่กันดีคงหนีไม่พ้นชุดกิโมโนที่รู้จักมักจี่กันดีไปทั่วโลก เพราะว่าชุดประจำชาติอย่างกิโมโนหรือชุดญี่ปุ่น (WAFUKU)เป็นชุดที่ย้ำการตัดเสื้อผ้าอาภรณ์แบบเส้นตรงจากผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงสามารถใส่ได้กับทุกเพศทุกวัย เป็นชุดประจำชาติที่มีความสะดุดตา อย่างมากตรงที่สามารถสวมได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนความแตกต่างของชุดกิโมโนที่ใส่ตามฤดูกาลนั้นจะอยู่ที่การเลือกใช้เนื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ส่งผลให้ชุดกิโมโนสามารถใส่ได้ทุกเวลานั่นเอง

โดยชุดกิโมโนในถ้อยคำญี่ปุ่นนี้แปลว่า”เครื่องนุ่งห่ม, อาภรณ์, เครื่องอาภรณ์” ที่มีวิวัฒนาการควบคู่มากับเรื่องราวของประเทศญี่ปุ่น และได้รับความนิยมชมชอบสะพัดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงสมัยปัจจุบัน ซึ่งจากความชื่นชอบนี้ทำให้ไม่ใช่แค่เพียงผู้มีอายุอย่างเดียวที่นิยมใส่ชุดกิโมโน สมมตแต่วัยรุ่น หรือวัยทำงานก็ยังแบบใส่ชุดนี้ในชีวิตประจำวันเช่นกัน อีกหนึ่งความน่าสนใจของชุดกิโมโน คือ สามารถใช้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน เนื่องจากชุดกิโมโนเป็นชุดที่มีราคาสูง มีให้เลือกสรรใส่ทั้งแบบผ้าปกติธรรมดา ไปจนกระทั่งชุดที่ทำจากผ้าไหมชั้นเลิศ

ทั้งๆ ที่กิโมโน จะมีชุดที่คล้ายกันอย่างชุดยูคาตะ แต่ก็มีความต่างทางด้านการใช้งานกันอยู่พอตัว เช่นชุดกิโมโนมักจะใส่ในระเบียบแบบแผนที่เด่น หรือเป็นทางการยิ่งกว่า และมักทำด้วยผ้าไหม หรือผ้าที่จิตรที่ปราณีตมากกว่าชุดยูกาตะที่มักทำมาจากผ้าฝ้าย มีผ้าคาดเอวหรือโอบิที่ใหญ่กว่า มีจำนวนชิ้นยิ่งกว่า และมีราคาที่แพงกว่าชุดยูกาตะเช่นกัน

หากจะให้เปรียบกันจะพบว่าชุดยูกาตะนั้น จะเปรียบชุดที่ใส่แบบลำลองและมักมีไว้ให้บริการเช่าตามแหล่งประพาสต้นต่าง ๆ เพราะมีชั้นผ้าซุกซ่อนแค่เพียงชั้นเดียวทำให้สวมสบายต่างกับชุดกิโมโนที่จะต้องมีอย่างน้อย 2 ชั้นขึ้นไป และชุดกิโมโนมักใส่กับรองเท้าแบบโซริหรือกีตะนั่นเอง

10 วิธี เรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผล

November 18th, 2016

english

 

เนื่องด้วยปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมากส่งผลไปถึงความต้องการในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นั่นก็คือ การแข่งขันสูง ทั้งในเรื่องความสามารถและในเรื่องของทักษะ โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถทางภาษาและจบการศึกษาในต่างประเทศ  และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้การเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผลเพื่อความสำเร็จในระดับนานาชาติ

1. หาโอกาสในการใช้ภาษา เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับภาษานั้นๆ ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเจ้าของภาษา เช่าหนังที่พูดภาษานั้นๆ มาดู หรือแม้กระทั่งหาแฟนที่เป็นเจ้าของภาษานั้นซะเลย

2. ฝึกฝนอย่างจริงจัง อย่าแค่ทำปากขมุบขมิบหรือท่องเอาไว้ใส่ใจ พูดหรืออ่านออกมาดังๆ ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อจะได้ฝึกให้เคยชินกับการออกเสียงที่ถูกต้อง

3. ทุ่มเทความสนใจ หายใจเข้าออกก็ให้เป็นภาษานั้น เรียนรู้ภาษานั้นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างจริงจังและเต็มที่ถึงขนาดถ้าฝันได้ก็อาจฝันเป็นภาษานั้นๆ ด้วย

4. พยายามเรียนรู้ จากการศึกษาพบว่า การทบทวนเป็นระยะเวลาสั้นๆ เช่น ในระหว่างทานอาหารเช้า ในขณะอาบน้ำ หรือในขณะเดินทาง จะส่งผลให้คุณจดจำได้ดีกว่า

5. จับกลุ่มกับเพื่อน หาเวลาทบทวน ทำการบ้าน หรือแค่ฝึกพูดภาษานั้นๆ กับเพื่อนๆ เป็นประจำ จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องให้กันและกันได้ แถมยังทำคุณจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย

6. ปรึกษาผู้รู้หรืออาจารย์ ถ้ามีปัญหาหรือติดขัดอะไรก็ต้องสอบถามครูผู้สอนหรือเจ้าของภาษานั้นทันที เพื่อทำลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคในการเรียนออกไปให้เร็วที่สุด คุณจะได้ไม่ต้องสะดุดอยู่นานเกินไปซึ่งนั่นอาจทำให้คุณเกิดความเบื่อหน่ายได้

7. ทุกอย่างย่อมมีการเริ่มต้น ไม่มีใครพูดภาษาที่สองได้ตั้งแต่เกิด ทุกคนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กันทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะต้องเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น

8. ขยันทำการบ้าน การทำการบ้านคือการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาให้เป็นไปอย่างแม่นยำ จนกลายเป็นความชำนาญ และสามารถทำออกมาได้ด้วยตัวเองในที่สุด

9. ต้องท่องศัพท์ ยิ่งคุณรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ คุณก็สามารถพูดและเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น เทคนิคในการจดจำคำศัพท์ คือ พกการ์ดใบเล็กๆ ที่เขียนคำศัพท์ (ที่มีคำแปลอยู่ด้านหลัง) ไปกับคุณทุกที่

10. หาจุดอ่อนของตัวเอง  คุณควรหาจุดอ่อนในการเรียนของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เช่น ถ้าคุณเป็นคนเงียบๆ และไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียนก็บังคับตัวเองให้เลือกที่นั่งแถวหน้าในห้องเรียน

การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

August 22nd, 2016

การฝึกภาษาอังกฤษ อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต ภาษาอังกฤษจะมีบทบาทสำคัญและสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการรู้ภาษาย่อมทำให้ได้เปรียบนั่นเอง

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องการฝึกภาษาอังกฤษ วันนี้เราก็มีข้อมูลมาแนะนำให้ลองทำด้วย 10 วิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะยากเกินไปเลยครับ

Female student studying

  1. ตามอ่านอะไรที่เราสนใจ
    ตอนเด็กๆหลายคนอาจจะไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะโดนครูบังคับให้อ่านเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่ลองเริ่มอ่านเรื่องที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน กีฬา ดนตรี ข่าวซุบซิบดาราฝรั่ง หรือมุมขำๆในหนังสือพิมพ์ จำไว้เลยว่าไม่มีอะไรไร้สาระ เพราะเรากำลังเรียนรู้อยู่
  2. ฟังวิทยุให้ชิน
    การฟังวิทยุนั้นจะช่วยให้เราได้ฟังทั้งเสียงคนพูด รวมถึงเสียงร้องเพลง เป็นการฝึกหูในชินกับภาษาในหลายๆรูปแบบอีกวิธีหนึ่งด้วย
  3. ไม่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษาไทย
    การฝึกภาษาอังกฤษให้เข้าใจนั้น ไม่จำเป็นที่เราต้องอ่านหรือฟังแล้วแปลเป็นภาษาไทย อาจจะสงสัยว่าไม่แปลเป็นไทยแล้วจะเข้ะาใจยังไง การไม่พยายามแปลเป็นไทยจะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วย
  4. แปะกระดาษโน้ตบนสิ่งของต่างๆ
    วิธีนี้จะเหมือนการเอาข้าศึกมาล้อมเมือง การแปะชื่อสิ่งของต่างๆที่เราใช้เป็นภาษาอังกฤษ ช่วยทำให้ชีวิตได้คุ้นเคยกับคำเหล่านี้มากขึ้น และเป็นการฝึกอ่านฝึกความเข้าใจไปในตัวด้วย
  5. ดูทีวีและภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ
    การดูภาพ ฟังเสียง และอ่านซับไตเติ้ลภาษาไทยไปพร้อมๆกัน ช่วยฝึกประสาทการรับรู้ในหลายๆช่องทาง ซึ่งต่อไปก็สามารถเปลี่ยนจากซับไทย เป็นซับอังกฤษ ไปจนถึงขั้นปิดซับได้ในท้ายที่สุด
  6. เล่นเกมที่ใช้คำภาษาอังกฤษบ่อยๆ
    สมัยนี้มีเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟน เราจึงสามารถหาแอพพลิเคชั่นเกมภาษาอังกฤษ เช่น Crosswords มาเล่นแก้เบื่อในยามว่างได้ ทีนี้ก็ลองเปลี่ยนจากแชทไลน์มาเป็นเล่นเกมแนวนี้แทน จะช่วยพัฒนาได้อีกทาง
  7. ใช้คำต่างๆเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น
    วิธีนี้หลายคนอาจจะมองดูว่ากระแดะหรือเปล่า? จริงๆแล้วเป็นเพียงการใช้คำให้ถูกกับภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยพยายามพูดอังกฤษบ่อยๆในศัพท์ที่ใช้ได้ เช่นเปลี่ยนคำว่ามือถือ เป็น Smart Phone เปลี่ยนคำว่า นาฬิกาปลุก เป็น Alarm เป็นต้น
  8. ทำลิสต์ต่างๆให้เป็นภาษาอังกฤษ
    ขั้นตอนนี้อาจจะลำบากในตอนแรก แต่ถ้าเราลองลิสต์ต่างๆให้เป็นอังกฤษจะช่วยเราให้คุ้นเคยได้มากขึ้น อย่างเช่น ลิสต์กิจกรรมที่ต้องทำพรุ่งนี้ ลิสต์ตารางไปเที่ยวพักผ่อน หรือลิสต์ของที่ต้องซื้อเข้าบ้าน ให้เป็นภาษาอังกฤษซะ
  9. ลงทุนซื้อ Dictionary ดีๆสักเล่ม
    นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า แม้จะมีราคาค่อนข้างแพงไปบ้าง แต่ก็ช่วยให้เราสามารถเข้าใจและพัฒนาภาษาไปได้ดีกว่า (สำหรับคนทุนน้อยจริงๆ ข้อนี้อาจจะข้ามไปได้บ้าง)
  10. เราชอบอะไร ทำสิ่งนั้นเป็นภาษาอังกฤษ
    ความชอบ ความรัก มันทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้อย่างมีความสุขและไม่น่าเบื่อ ถ้าชอบทำอาหาร ก็เปลี่ยนเมนูอาหารเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าชอบเล่นกีฬาหรือดนตรี ก็ดาวน์โหลดวิดีโอการฝึกซ้อมแบบภาษาอังกฤษมาดู ถ้าชอบเล่นเกมก็ฝึกอ่านคู่มือเกมภาษาอังกฤษ เราก็จะหลงรักมันโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะมีประโยชน์ และเป็นแนวทางให้เพื่อนๆหลายๆคนที่กำลังสับสนในภาษาอังกฤษ ได้ฝึกฝนพัฒนากันให้มากยิ่งขึ้น คราวนี้คงต้องลาไปก่อน แล้วคราวหน้าจะหาเทคนิคดีๆมาฝากกันอีกนะครับ

 

การเพิ่มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาและการสอนภาษาต่างประเทศ

October 31st, 2015

ประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในการทำให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ และมีอัตราการรู้หนังสือที่สูง แต่ทว่า ระบบการศึกษาของไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น มีความพยายามในการสอนแบ่งท่องจำข้อมูลต่างๆ มากเกินไป การเรียนแบบท่องจำจึงกลายเป็นจุดสำคัญของการศึกษามาเป็นเวลานานเกินไป นักเรียนไทยไม่ได้ถูกสอนให้คิดวิเคราะห์ พวกเขาใช้เวลาในการเรียนแบบท่องจำในชั้นเรียนมานาน และทำให้ขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์ ครูไทยส่วนใหญ่ยังคงใช้การเรียนการสอนแบบครูเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นทั่วไป และเราก็ได้รับทราบว่านักเรียนไทยประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแข่งขันและความสำเร็จทางวิชาการต่างๆ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย และผมเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงและจำกัดความหมายของการศึกษาของไทยใหม่ เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ และการปฏิรูปการศึกษาอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยอมรับว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นพันธกิจที่สำคัญ โดยจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนนักศึกษาของไทย และใช้การวัดและประเมินผลนานาชาติ หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) เป็นเครื่องมือในการประเมินผลสัมฤทธิ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่หลักสูตร การเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล เพื่อพัฒนาความสามารถและทักษะในการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ด้วยตัวเองและการแก้ไขปัญหา ในส่วนของการอบรมและพัฒนาคุณภาพของครูผู้สอน จะต้องมีการดำเนินการเพื่อผลิตครูที่มีคุณภาพและความสามารถให้เพียงพอต่อความต้องการ และจะประเมินผลงานของครูจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

ทักษะด้านภาษา สารสนเทศดิจิทัล และการคิดวิเคราะห์ เป็นสมรรถนะขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความรู้นวัตกรรม การกระจายทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับเปลี่ยนสถานะทางสังคม ทางวิชาการและทางอาชีพ

ทั้งนี้ เรื่องที่จำเป็นและต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การเพิ่มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาและการสอนภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลางให้มากขึ้น

การบูรณาการของประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 จะทำให้ทั้ง 3 เสาหลัก คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community : APSC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC) เกิดการยกระดับความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงด้านการศึกษา และทำให้การศึกษามีบทบาทในการลดช่องว่างทางการพัฒนาการศึกษาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนอีกด้วย
กระทรวงศึกษาธิการของไทยได้ให้การสนับสนุนและยกเรื่องการศึกษาของอาเซียนเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ดังที่มีจัดทำแผนการจัดตั้ง ASCC และแผนงานด้านการศึกษา 5 ปี (พ.ศ. 2554 – 2558) (ASEAN 5-Year Work Plan on Education 2011-2015) นอกเหนือจากการสร้างอัตลักษณ์อาเซียน เรื่องที่สำคัญในแผนการจัดตั้ง ASCC ส่วนใหญ่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals : MDGs) ซึ่งรวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความคุ้มครองและสวัสดิการสังคม สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม การลดช่องว่างทางการพัฒนาและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม